Wednesday, August 21, 2019

ข่าวสารการเมือง

travel-impact-on-politics

การเมืองมีส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างสูงในยุคปัจจุบัน

            ปัจจุบันนี้มีตัวเลือกอย่างมากมายในการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นในยุโรป หรือเอเชียล้วนแต่มีจุดสนใจในการดึงดูดในนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งนั้น และที่สำคัญกว่านั้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ คือส่วนสำคัญของการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศทั้งสิ้น ทั้งในเรื่องเงินที่จะเข้าสู่ประเทศชาติและในด้านชื่อเสียงของประเทศเองก็ตามที ทั้งนี้ไม่เว้นแม้กระทั้งประเทศไทยเราเองก็ตามที่มีชาวต่างชาติมากมาย เข้ามาท่อง

สาระน่ารู้การเมือง

royal-ceremony-Rama-VII

การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศไทยแต่โบราณ

สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการปกครองในรูปแบบใด ? คือ ระบอบการปกครองประเทศรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง กษัตริย์มีสิทธิ์ในการบริหารประเทศ สำหรับระบอบการปกครองนี้ กษัตริย์เป็นทุกๆ อย่างของประเทศ โดยเฉพาะกฎหมาย กฎหมายอยู่ที่กษัตริย์, คำสั่งรวมทั้งความต้องการต่างๆ ล้วนมีผลเป็นกฎหมายทั้งสิ้น กษัตริย์มีอำนาจปกครองแผ่นดินอย่างอิสรเสรี โดยปราศจากกฎหมายหรือองค์กรตามกฎหมายใดๆ ที่จะสามารถห้ามปรามได้ หากแต่องค์กรทางศาสนา อาจออกเสียงทักท้วงจากการกระทำบางอย่างได้บ้าง นอกจากกษัตริย์ จะถูกคาดหวังว่าจะปฏิบัติตามธรรมเนียมตามโบราณกาล หากแต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปราศจากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ จะอยู่เหนือกว่ากษัตริย์ได้ สำหรับในเรื่องของทฤษฎีกล่าวว่า กษัตริย์มีอำนาจเหนือประชาชน บางครั้งก็เหนือกว่าศาสนาด้วย ส่วนในทางปฏิบัติจริง กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะถูกจำกัดอำนาจบ้างจากกลุ่มดังกล่าว ยกตัวอย่าง กษัตริย์บางพระองค์ เช่น จักรวรรดิเยอรมนีในปี ค.ศ. 1871-1918 ประกอบด้วยรัฐสภาที่ปราศจากอำนาจ เหมือนกับตั้งขึ้นมาเฉยๆ หาแต่กษัตริย์สามารถแก้ไขได้ตามต้องการ ถึงแม้จะกล่าวว่านี่คือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากแต่โดยทางเทคนิคแล้ว นี่คือการปกครองระบอบราชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะการมีอยู่ของรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายพื้นฐานของประเทศ สำหรับประเทศที่ใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งยังดำรงอยู่ ณ ปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น… สวาซิแลนด์, ซาอุดิอาระเบีย, บรูไน, โอมาน เป็นต้น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศไทย […]

difference-democracy-and-communist

ความแตกต่างระบอบประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์

ระบอบการปกครองที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูในยุคนี้จะแบ่งออกด้วยกันหลัก 2 ระบอบ ประกอบไปด้วย ระบอบประชาธิปไตยกับระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งทั้งสองระบอบนี้มีรูปแบบการปกครองที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว โดยแต่ละประเทศที่เลือกการปกครองระบอบใดก็ตามนั่นหมายถึงว่าผู้นำของพวกเขาได้ตัดสินใจเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นลองมาทำความรู้จักกับระบอบการปกครองทั้งสองนี้ให้มากขึ้นพร้อมเรียนรู้ถึงความแตกต่างที่น่าสนใจ ระบบประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ลักษณะการปกครองที่มองภาพให้เข้าใจง่ายสุดคือเหล่าบรรดาผู้นำหรือคนมีอิทธิพลด้านการเมืองทั้งหลายในบริเวณพื้นที่นั้นๆ จะมีการรวมตัวกันเพื่อหวังจัดตั้งรัฐบาลในการบริหารประเทศหรือบริหารแผ่นดิน มีการลงทุนในระบบทีเรียกว่า ทุนนิยม มีการสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามและรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการกระทำสิ่งต่างๆ ทว่าปัญหาคือหากผู้ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศไม่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีได้ก็อาจส่งผลเสียตามมาเยอะไม่น้อยเหมือนกัน ระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นรูปแบบการปกครองที่นำเอาแนวทฤษฎีของนักปรัชญาระดับโลกผู้ยิ่งใหญ่นามว่า เลนิน และ คาร์ล มาร์ส มาผสมเข้าด้วยกัน พวกเขาเชื่อว่าเสรีภาพการรวมกลุ่มของคนบางคนส่งผลให้ทรัพยากรและความมั่งคั่งภายในประเทศไม่ก่อให้เกิดความต้องการพื้นฐานของตนเองได้ พูดง่าย ๆ คือการใช้เกินตัวนั่นเอง ด้วยเหตุนี้การปกครองในแบบคอมมิวนิสต์จึงเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ต่างๆ ควรต้องเป็นของรัฐเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้น แต่ปัญหาก็คือผู้คนที่ต้องอยู่กับระบอบคอมมิวนิสต์จะไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงในการทำอะไรมากนัก ความแตกต่างระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบคอมมิวนิสต์ จากความหมายที่กล่าวมาจริงๆ มันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างสองระบอบการปกครองนี้ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกจะทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ประชาธิปไตยเปรียบได้กับการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองและการสร้างรูปแบบการปกครองที่ทุกคนมีอำนาจร่วมกัน มีกฎหมายต่างๆ อย่างเป็นธรรม มีระบบเอกชนเพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้นกว่าเดิม ประชาชนมีสิทธิ์เลือกตัวแทนที่เขาเห็นว่าเหมาะสมเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศ ประเทศจึงเปรียบเสมือนทุกคนเป็นเจ้าของ ขณะที่คอมมิวนิสต์เน้นลัทธิทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ทุกอย่างต้องเกิดความเท่าเทียม เอกชนจะไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆ การบริหารทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นผู้จัดการทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบระเบียบจนบางครั้งก็รู้สึกว่าอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่นัก

ติดตามข่าวสาร

Advertisement

Politics-book-new